เสริมจมูก เพื่อให้ได้รูปทรงสวยงามรับกับขนาดของใบหน้า

เสริมจมูก

เดี๋ยวนี้การทำศัลยกรรมกลายเป็นเรื่องที่ดูเป็นปกติ และเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในสังคมไทย คนที่ไปทำศัลยกรรม จึงไม่ต้้องคอยปิดบังใครต่อใครมากเท่าสมัยก่อน เพราะดูจะเป็นที่นิยม แพร่หลายกันมากขึ้น และเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว โดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นและวัยทำงาน การทำศัลยกรรมให้รูปหน้าสวย ดูดีขึ้น เป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับหลายๆ คน ด้วยวิวัฒนาการทางด้านศัลยกรรม และเทคโนโลยีที่ทันสมัยขึ้นในปัจจุบัน จึงมีศูนย์ศัลยกรรมเกิดขึ้นมากมาย และมีคนใช้บริการกันมากขึ้นเรื่อยๆ

บนใบหน้าคนเรา ไม่ใช่มีแค่ดวงตาที่เป็นหน้าต่างของหัวใจ ส่วนประกอบอื่นๆ ก็มีความสำคัญ ทั้งโครงหน้า โหนกแก้ม คาง โดยเฉพาะจมูกที่อยู่แกนกลางของใบหน้า ถือเป็นเส้นนำสายตา ที่ทำให้รูปหน้ามีมิติ สร้างความสวยงามให้กับใบหน้า ถ้าถามสาวๆ ว่า อยากปรับเปลี่ยนส่วนไหนบนใบหน้ามากที่สุด คำตอบแรกๆ จึงมักจะเป็นการทำตา และจมูก

คนไทยทำไมจมูกไม่สวย
ถ้าพูดถึงจุดเด่นบนใบหน้า ที่เห็นได้ชัดที่สุด ต้องยกให้จมูก ซึ่งแต่ละเชื้อชาติก็มีโครงสร้างจมูกที่แตกต่างกันไป ถ้าดูกันตั้งแต่โครงหน้าของชาวเอเชีย จะพบว่าคนเอเชีย มีโครงหน้าหน้าค่อนข้างเล็ก ปากนิด ตาหน่อย จมูกไม่โด่งใหญ่เท่าชาวยุโรป คนไทยมีจมูกค่อนข้างแบน มีสันไม่มาก บางคนจมูกบาน อูม คนแต่ละพื้นถิ่นก็จะมีพื้นฐานหน้าไม่เหมือนกัน เช่นคนอีสาน เป็นที่รู้กันว่ามีดั้งน้อยกว่าคนภาคอื่น หรือที่เรียกกันว่า “ดั้งแหมบ” คือจมูกไม่มีดั้ง

สัดส่วนของใบหน้าที่สวยงาม ขึ้นอยู่กับสัดส่วนของจมูกบนใบหน้าด้วย รูปหน้าสวยควรแบ่งได้เป็น 3 ส่วนเท่าๆ กัน คือระยะไรผมถึงคิ้วเท่ากับ ระยะคิ้วถึงปลายจมูก และจากปลายจมูกถึงคาง ขนาดความกว้างของจมูกก็ต้องรับกับใบหน้า ไม่ใหญ่หรือเล็กเกินไป แม้คนเรามีจมูกอยู่แค่ชิ้นเดียว แต่ก็เป็นจุดที่ทำให้หน้าเปลี่ยนไปได้ หากจมูกมีลักษณะไม่สวย เช่นจมูกแบน แฟบ ไม่มีสัน หน้าตาจะดูแบนๆ การทำจมูก หรือการเสริมจมูกให้โด่ง เป็นสัน มีปลายจมูกเล็ก ไม่บานอูม จะช่วยให้รูปหน้าดูมีมิติ และรูปหน้าเปลี่ยนไปด้วย

เสริมจมูก เป็นการปรับปรุง ตกแต่งรูปร่างจมูกให้ดูโด่ง ตรง เป็นสัน มีมิติ เป็นจุดนำสายตาที่ทำให้รูปหน้าดูเรียวขึ้นด้วย ซึ่งอาจใช้วัสดุเพิ่มเติมในการปรับแต่ง เช่นซิลิโคน เป็นต้น

การเสริมจมูก ต้องทำอย่างไรบ้าง
1.หาข้อมูลเรื่องของการเสริมจมูก
ควรศึกษาเรื่องของการทำจมูกไว้บ้างว่า มีการทำแบบไหนบ้าง ใช้ซิลิโคนแบบไหนที่เหมาะกับเรา ซึ่งเดี๋ยวนี้หาอ่านได้ง่ายๆ ทางอินเตอร์เน็ต
2.หาสถานที่ที่จะไปเสริมจมูก
สถานที่เสริมจมูก ในที่นี้อาจเป็นโรงพยาบาล หรือคลินิกก็ได้ โดยสถานที่ทำควรมีมาตรฐาน มีคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในการเสริมจมูก ซึ่งสามารถหาข้อมูลเหล่านี้ได้จากอินเตอร์เน็ต เว็บไซต์ หรือศึกษาจากตัวอย่าง เว็บรีวิวของคนที่ไปทำมาแล้ว อาจจะโทรสอบถามรายละเอียดเบื้องต้น ราคา ขอเข้าไปดูสถานที่ ขอดูแฟ้มผลงานของคุณหมอ หรือนัดปรึกษาโดยตรงกับคุณหมอเลย

สำหรับเรื่องราคาของการทำจมูก แต่ละที่อาจตั้งราคาไว้แตกต่างกันออกไปตั้งแต่หลักพันถึงหลักแสน ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าร้านที่ราคาแพงกว่าจะทำออกมาดีกว่าร้านที่ราคาถูก โดยเฉลี่ยแล้วราคาการเสริมจมูกอยู่ที่ประมาณ 12,000 – 15,000 บาท ซึ่งแต่ละที่ราคาอาจถูก หรือแพงกว่านี้ก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลายๆ อย่าง เช่นวัสดุที่ใช้ในการเสริมจมูก การดูแลให้บริการหลังการผ่าตัด การตัดปีกจมูกเพิ่ม หรือต้องเหลาจมูกร่วมด้วย เป็นต้น
3.เลือกแบบจมูกที่ชอบ และปรึกษาคุณหมอ
เมื่อตัดสินใจที่จะทำจมูกแน่นอน ควรศึกษารูปทรงจมูก และเลือกแบบที่คิดว่าจะเข้ากับหน้าเรามากที่สุด เรื่องความสวยงามเป็นเรื่องความชอบส่วนบุคคล ดังนั้นเราควรมีตัวอย่างแบบที่เราอยากได้ไว้ด้วย ถ่ายรูปลงมือถือไว้ ให้ดีควรมีรูปถ่ายที่เห็นทั้งด้านหน้า และด้านข้างไว้ให้คุณหมอได้ดูประกอบความต้องการของเรา และขอคำแนะนำเพิ่มเติม

รูปทรงจมูกที่นิยมทำกันมากๆ คือ
– แบบธรรมชาติ
ส่วนใหญ่จะเป็นคนทำงานบริษัท หรือคนทั่วๆ ไป ที่ต้องการรูปหน้าดูดีแบบไม่เว่อร์ ไม่โดดเด่นมาก นิยมให้ทำแล้วดูออกมาสวยเป็นธรรมชาติ เหมือนไม่ได้ไปทำมา ซึ่งส่วนใหญ่โรงพยาบาลหรือคลินิกทั่วไปมักจะทำให้ได้อยู่แล้ว แบบนี้สามารถคุยกับคุณหมอได้โดยตรงว่าต้องการจมูกโด่งมากน้อยแค่ไหน
– แบบเกาหลี
มักจะเป็นวัยรุ่น นักศึกษา สาวๆ ที่อยากได้หน้าหวานๆ ใสๆ ดูอ่อนวัย ตามกระแสนิยมสไตล์เกาหลี ซึ่งจริงๆ แล้วจมูกแบบเกาหลีจะออกแนวตรงๆ มาถึงปลายจมูกจะออกเชิดนิดๆ แล้วมามีหยดน้ำน้อยๆ ตรงปลายจมูก
– แบบพริตตี้ นางแบบ
เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทำจมูกโด่งๆ พุ่งๆ แบบดารา นางแบบ หรือเพื่อให้แต่งหน้าแล้วดูคม เฉี่ยว จึงมักจะอยากให้จมูกดูมีสันปลายแหลมๆ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่ทุกคนจะทำได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเนื้อจมูกเดิมของแต่ละคนด้วยว่า มีเนื้อมากน้อยแค่ไหน ข้อนี้จึงต้องขึ้นอยู่กับคุณหมอจะพิจารณาด้วยว่า สามารถทำจมูกให้โด่งพุ่งได้มากน้อยแค่ไหน

3.นัดวัดผ่าตัด
เมื่อเตรียมตัวพร้อมรับใบมีดแล้ว สามารถนัดวันผ่าตัดกับทางคลินิกหรือโรงพยาบาลได้เลย ซึ่งจะใช้เวลาในการผ่าประมาณ 20-40 นาที ขึ้นอยู่กับความยากง่ายของเคส สำหรับคนที่อายุต่ำกว่า 18 ปี ควรมีใบเซ็นยินยอมจากผู้ปกครองด้วย
4.วันผ่าตัด
สิ่งที่ควรเตรียมตัวในวัดผ่าตัดคือ
– ควรกินข้าวไปให้เรียบร้อยก่อนเข้าผ่าตัด เพราะอาจจะต้องรอนาน หรือเมื่อเสร็จออกมาแล้ว อาจจะไม่อยากขยับส่วนของใบหน้ามากนัก
– ไม่ควรแต่งหน้าจัดในวันที่จะต้องผ่าตัด ทางที่ดีควรไปแบบหน้าสด ไม่ต้องแต่งหน้าเลย เพราะก่อนเข้าห้องผ่าตัดจะต้องล้างหน้าให้สะอาดก่อน เพื่อกันการติดเชื้อ
– ถ้ามีโรคประจำตัวที่ต้องกินยาประจำ มีประวัติแพ้ยา กินยารักษาสิว ยาลดความอ้วนอยู่ ควรบอกให้หมอทราบ หากจำชื่อยาไม่ได้ อาจนำตัวอย่างยาที่ใช้อยู่ไปให้หมอดูด้วย
5.การดูแลหลังการผ่าตัด
หลังการผ่าตัดแล้ว จะสามารถกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้เลย จนกว่าหมอจะนัดมาตัดไหม หรือนัดมาตรวจดูความเรียบร้อย ทั้งนี้เมื่อกลับไปบ้านแล้ว ก็ต้องเอาใจใส่ดูแลใบหน้าให้ดี ทำตามคำแนะนำของหมอ และกินยาตามที่หมอสั่งด้วย
– ช่วง 3-4 วันแรก ยังไม่ควรล้างหน้า หรือจนกว่าจะเอาพลาสเตอร์ออก
– สัปดาห์แรกหลังการผ่าตัด หน้าอาจมีการบวมช้ำ สามารถใช้ผ้าเย็นประคบบ่อยๆ บริเวณแก้ม และใต้ตาเพื่อช่วยลดอาการบวม ไม่ควรประคบบริเวณจมูก และควรกินยาแก้ปวดร่วมด้วย
– หลังการผ่าตัด ควรนอนหงาย ไม่นอนตะแคง นอนยกหัวสูง อาจใช้วิธีกึ่งนั่งกึ่งนอน หรือนอนโดยใช้หมอนล็อคคอ หรือหมอนรองคอ เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าตะแคง
– ไม่กินของแสลง เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไข่ ของดอง ปลาร้า หรืออาหารที่มีรสจัด เพราะจะทำให้มีน้ำมูกไหล และอาจเกิดการติดเชื้อภายในจมูกได้ หลังจากแผลหายดี ไหมละลาย หรือตัดไหมแล้ว ก็สามารถกลับมากินได้ตามปกติ
– หลังการผ่าตัด ยังไม่ควรใส่แว่น เพราะอาจทำให้ซิลิโคนเลื่อน รูปจมูกบิดเบี้ยวได้ ควรรอให้พ้นเดือนแรกไปก่อน

หลังการทำจมูกแล้ว ส่วนใหญ่จะหายภายใน 1 เดือน (อาจเร็วหรือช้ากว่านี้ได้) หากมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นก่อน เช่นมีหนองภายในจมูก หรือหน้าไม่ยุบ รอยช้ำไม่หาย ควรกลับไปปรึกษาหมอทันที

การร้อยไหมยกกระชับใบหน้าให้ดูอ่อนกว่าวัย ได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

การยกกระชับหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัดด้วยเทคนิคการร้อยไหมเป็นที่กล่าวขวัญถึงกันมากในปัจจุบัน เทคนิคนี้เป็นการทำให้ใบหน้ามีความตึงกระชับ ไม่หย่อนคล้อย มีรูปหน้าเรียวงาม และที่สำคัญคือทำให้ใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย เทคนิคการร้อยไหมเพื่อยกกระชับนี้ยังถูกประยุกต์ใช้กับส่วนอื่นของร่างกาย เช่น การทำให้ท้องแขนไม่หย่อนคล้อย การทำให้ผิวหนังบริเวณหน้าท้องยกกระชับ เป็นต้น การร้อยไหมนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเนื่องจากใช้ระยะเวลาพักฟื้นน้อยกว่าการผ่าตัดดึงหน้า และผลที่ได้ดูเป็นธรรมชาติและอยู่ได้ยาวนานกว่าการฉีดโบท็อกซ์ ดังนั้นศูนย์วิจัยสุขภาพกรุงเทพจึงขอเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ผู้สนใจได้ทราบรายละเอียดของเทคนิคการร้อยไหม รวมถึงผลลัพธ์และผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจได้มากขึ้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยแห่งวัย
โครงสร้างผิวหนังของคนเราประกอบด้วยชั้นผิวหนัง 2 ชั้นหลักๆ คือ
1.ชั้นหนังกำพร้า (Epidermis layer) เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่ด้านบนสุดและมีความหนาโดยเฉลี่ยประมาณ 0.4 ถึง 1.5 มิลลิเมตร ประกอบด้วยเซลล์ผิวหนังชื่อ “เคอราติโนไซต์” (keratinocyte) ซึ่งเซลล์เหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนตัวออกมาด้านบนเรื่อยๆ ตลอดเวลา ทำให้เกิดเป็นชั้นผิวหนังย่อยๆ  อีก 5 ชั้นย่อย โดยชั้นบนสุดเป็นเคอราติโนไซต์ที่ตายแล้วและจะหลุดลอกออกไปกลายเป็นขี้ไคล  นอกจากนี้ภายในชั้นหนังกำพร้ายังมีเซลล์อีกจำพวกหนึ่งชื่อ “เมลาโนไซต์” (melanocyte) ทำหน้าที่สร้างเม็ดสีเมลานิน ทำให้แต่ละคนมีสีผิวที่แตกต่างกัน
2.ชั้นหนังแท้ (Dermis layer) เป็นชั้นผิวหนังที่อยู่ข้างล่างต่อลงมาจากชั้นหนังกำพร้า เซลล์ส่วนใหญ่ที่อยู่ภายในชั้นหนังแท้คือ “ไฟโบรบลาส”  (fibroblast) ทำหน้าที่สร้างสารโปรตีนหลายชนิดเช่น คอลลาเจน (collagen) และ อิลาสติน (elastin) โดยคอลลาเจนทำหน้าที่เสริมสร้างความแข็งแรงให้กับผิวหนัง ส่วนอิลาสตินช่วยทำให้ผิวหนังเกิดความยืดหยุ่น นอกจากนี้ยังมีสารที่ชื่อว่าไกลโคอะมิโนไกลแคน (glycosaminoglycans) ทำหน้าที่ช่วยกักเก็บความชุ่มชื้นให้ผิวหนัง โครงสร้างภายในชั้นหนังแท้ยังแบ่งย่อยได้อีก 2 ชั้นได้แก่ชั้น papillary dermis ซึ่งอยู่ด้านบน และชั้น reticular dermis ซึ่งอยู่ด้านล่าง โดยภายในชั้น papillary dermis ประกอบด้วยคอลลาเจนและอิลาสตินขนาดเล็กและมีหลอดเลือดฝอย ในขณะที่ภายในชั้น reticular dermis จะมีคอลลาเจนและอิลาสตินขนาดใหญ่กว่า และมีหลอดเลือด เส้นประสาท กล้ามเนื้อเกาะเส้นขน ต่อมไขมัน ต่อมเหงื่อ และรูขุมขนกระจายอยู่ทั่วไป โดยด้านล่างของชั้น reticular dermis จะอยู่ติดกับชั้น hypodermis ที่อุดมไปด้วยเซลล์ไขมัน (adipocyte) สร้างเป็นชั้นเนื้อเยื่อไขมัน

ในช่วงวัยเยาว์นั้นชั้นหนังแท้จะมีโปรตีน คอลลาเจน อิลาสติน และไกลโคอะมิโนไกลแคนปริมาณมาก ทำให้ผิวหนังของเรามีความแข็งแร็งและยืดหยุ่น เมื่อเวลาผ่านไปพอเราอายุมากขึ้นโครงสร้างเหล่านี้ก็มีการเสื่อมสภาพและมีปริมาณลดน้อยลงอันเกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่น แสงแดด มลภาวะ ความเครียด การดื่มสุรา เป็นต้น ทำให้ชั้นผิวหนังเกิดการยุบตัวต่อเนื่องกันไปตั้งแต่ชั้นหนังแท้จนถึงชั้นหนังกำพร้า จนสามารถเห็นเป็นร่องริ้วรอยแห่งวัย ทำให้ผิวหนังของเราดูมีอายุมากขึ้นและดูหย่อนคล้อยไม่สวยงาม

หลักการของการร้อยไหมเพื่อการยกกระชับ  
สาเหตุหลักของการที่ผิวหน้าเกิดการหย่อนคล้อยเกิดจากการที่ผิวสูญเสียคอลลาเจนซึ่งเป็นสารที่ช่วยค้ำจุนให้ผิวตึงกระชับ ดังนั้นทางการแพทย์จึงได้พยายามคิดค้นและหาวิธีเพื่อช่วยให้ผิวหน้ากลับมาตึงกระชับเหมือนวัยหนุ่มสาวกันอีกครั้ง ซึ่งวิธีการที่ทำให้หน้าดูอ่อนวัยขึ้นนั้นมีหลายวิธี เช่น  การใช้คลื่นวิทยุความถี่เสียง (Radiofrequency หรือ RF) การฉีดโบท็อกซ์ การฉีดฟิลเลอร์ การทำเมโสเธอราปี การผ่าตัดดึงหน้า รวมทั้งการร้อยไหมยกกระชับ ซึ่งแต่ละวิธีนั้นมีจุดเด่น จุดด้อย และราคาที่แตกต่างกันไป สำหรับการร้อยไหมยกกระชับนั้นถูกพัฒนามาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2533 โดยเริ่มคิดค้นจากเทคนิคการดึงหน้าโดยใช้ไหมชนิดถาวรแบบมีหนามคล้ายฟันเป็นซี่ๆเย็บเข้าไปในชั้นใต้ผิวหนังบริเวณใบหน้าส่วนแก้ม ขากรรไกร หรือลำคอ เพื่อดึงยกกระชับให้ส่วนที่หย่อนคล้อยตึงขึ้นมา วิธีการนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในหลากหลายประเทศ  ต่อมามีการดัดแปลงเทคนิคและวัสดุที่ใช้เป็นไหมที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันไปโดยยังยึดหลักการแบบเดียวกัน ทำให้เกิดชื่อเรียกเทคนิคการร้อยไหมเพื่อยกกระชับมากมาย